ในการทำการตลาดยุคปัจจุบัน การนำสินค้าไปอยู่ต่อหน้ากลุ่มเป้าหมายในทำเลที่มี Traffic หนาแน่นอย่างห้างสรรพสินค้า ถือเป็นกลยุทธ์ที่สร้างยอด และการรับรู้ของแบรนด์ได้อย่างดี แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อย และแบรนด์ต้องเจอเป็นอันดับแรกคือ “จะเลือกพื้นที่ผ่านใคร” ระหว่างผู้จัดงาน (Organizer) หรือ ห้างสรรพสินค้าโดยตรง บทความนี้มีคำตอบ
Table Of Content
1.ทำความเข้าใจความต่างระหว่าง ออแกไนซ์ และห้างสรรพสินค้า
3.การออกบูธกับห้างสรรพสินค้าโดยตรง
4.เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ออแกไนซ์ และห้างสรรพสินค้า
5.สรุปการเลือกพื้นที่แบบไหนถึงเหมาะสม

1.ทำความเข้าใจความต่างระหว่าง ออแกไนซ์ และห้างสรรพสินค้า
การออกบูธกับออแกไนซ์: เป็นการเช่าพื้นที่ในลักษณะการจัดพื้นที่แบบเหมาพื้นที่ลานกิจกรรมของห้างมาทั้งหมดแล้วนำมาแบ่งเป็นล็อคเล็ก ๆ (เช่น 2×2 เมตร 3×3เมตร) เพื่อปล่อยเช่าต่อให้กับพ่อค้าแม่ค้า โดยที่ออกแกไนซ์จะทำหน้าที่ตกแต่งโครงสร้างทั้งหมด ทำการตลาด และบริหารโครงพื้นฐานทั้งหมด ร้านค้ามีหน้าที่เพียงนำสินค้าและอุปกรณ์มาขายเท่านั้น
การออกบูธกับห้างสรรพสินค้า: เป็นการทำสัญญาเช่าพื้นที่โดยตรงกับฝ่ายบริหารพื้นที่เช่าของห้างฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเช่าพื้นที่ระยะยาว 1-3ปี (Long-term Contract) หากเป็นระยะสั้น (Short-term) มักเป็นพื้นที่ว่าง (kiosk / Pop-up Store) โดยที่ร้านค้าต้องเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายการตกแต่ง และการขอใบอนุญาตระบบต่าง ๆ เองทั้งหมด
2.การออกบูธกับออแกไนซ์
การเลือกออกบูธกับออแกไนซ์คือการซื้อ “ความสะดวกสบาย” และ “โอกาสในการทดลองตลาด” เหมาะมากสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการขยายช่องทางออฟไลน์ หรือแบรนด์ที่ต้องการเปลี่ยนทำเลไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล (Seasonal Campaign)
ข้อดีของการออกบูธกับออแกไนซ์
- ความสะดวกสบาย: ออกแกไนซ์จะเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม อาทิ โต๊ะวางสินค้า,ผ้าคลุม,ป้ายชื่อร้าน,ปลั๊กไฟหลัก,จุดปรุงอาหาร,ถังน้ำแข็ง ร้านค้านำเพียงสินค้าและอุปกรณ์ให้พร้อมขายเท่านั้น
- ไม่มีสัญญาผูกมัดระยะยาว: การจัดงานสั้นกระชับคล่องตัว มีตั้งแต่ 3-15 วัน (อาจมากกว่านั้น) ช่วยให้ร้านค้าบริหารกระแสเงินสดง่าย หากทำเลนั้นผลตอบแทนไม่ดีก็สามารถเปลี่ยนไปลงงานอื่นได้ไวกว่าการติดสัญญาระยะยาว
- การโปรโมทเพื่อดึงดูดลูกค้า: ออกแกไนซ์จะออกแบบธีมงานเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ รวมถึงทำงานร่วมกับฝ่ายประชาสัมพันธ์อื่นๆ เพื่อสร้างการรับรู้ให้มากที่สุด
- ตัดปัญหาเอกสารยุ่งยาก: ออกแกไนซ์จะเป็นผู้ดำเนินการเอกสารให้กับร้านค้าทั้งหมด ตั้งแต่การขอเข้าพื้นที่ บัตรจอดรถ รวมถึงการช่วยร้านค้ารักษากฏระเบียบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของห้างสรรพสินค้านั้นๆ
ข้อเสียของการออกบูธกับออแกไนซ์
- ค่าเช่าพื้นที่สูงกว่าห้างโดยตรง: เมื่อคำนวณเฉลี่ยค่าพื้นที่ต่อตารางเมตรต่อวัน การเช่าผ่านออแกไนซ์จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เนื่องจากออกแกไนซ์มีค่าใช้จ่ายค่าพื้นที่และโครงสร้างทั้งหมด
- พื้นที่และข้อจำกัด: ร้านค้าไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ตามใจชอบ และต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การรักษาความสะอาด ใช้กำลังไฟตามที่กำหนด ห้ามใช้เครื่องขยายเสียง การแต่งกาย ป้านราคา และอีกมากมาย (ออแกไนซ์จะแจ้งข้อกำหนดให้ในขั้นตอนการจองพื้นที่)
3.การออกบูธกับห้างสรรพสินค้าโดยตรง
การติดต่อกับห้างสรรพสินค้าโดยตรงเหมาะสำหรับธุรกิจที่มีเสถียรภาพ มีงบประมาณในการลงทุน และต้องการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์
ข้อดีของการออกบูธกับห้างฯโดยตรง
- ต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าในระยะยาว: การที่ห้างฯเปิดพื้นที่ให้เช่าเองย่อมมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการเช่าผ่านตัวกลาง
- การออกแบบที่อิสระ: ส่งเสริม (Brand Identity) ให้สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างเต็มที่
- การสร้างฐานลูกค้าประจำ: การอยู่ประจำในทำเลเดิมนานช่วยให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้
- สิทธิประโยชน์จากห้างฯ: โอกาสในการเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ ที่ห้างฯเป็นผู้ดำเนินงานตามเทศกาล
ข้อเสียของการออกบูธกับห้างฯโดยตรง
- ใช้เงินลงทุนสูง: นอกจากค่าเช่าล่วงหน้า ร้านค้าต้องจ่ายเงินประกัน,ค่าติดตั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานความปลอดภัย
- ความยืดหยุ่นต่ำ: การเลือกทำเลผิด หรือ การมีคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่คล้ายกันส่งผลต่อยอดขายโดยตรง หากร้านค้าต้องการย้ายหรือเปลี่ยนทำเลจะไม่สามารถทำได้ทันทีต้องเข้ากระบวนการของห้างฯอย่างเคร่งครัด
- ขั้นตอนทางกฏหมายและเอกสาร: ต้องผ่านการพิจารณาคัดเลือกแบรนด์เข้าพื้นที่ ส่งแผนธุรกิจ ข้อมูลสินค้าที่ชัดเจน แผนการตลาด มาตรฐานความปลอดภัยตั้งแต่ระเบียบการไปจนถึงวัสดุที่ใช้ในภายร้านค้า ล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายแฝงทั้งสิ้น
4.เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ออแกไนซ์ และห้างสรรพสินค้า
| ปัจจัยที่พิจารณา | ออกบูธกับออแกไนซ์ | ออกบูธกับห้างสรรพสินค้าโดยตรง |
| ระยะเวลาสัญญา | 3 – 15 วัน | 1 – 3 ปี |
| โครงสร้างและอุปกรณ์ | มีครบพร้อมขาย | ร้านค้าต้องออกแบบและก่อสร้างเอง |
| เงินลงทุน | ต่ำ (แบ่งจ่าย,ต่อรองราคาง่าย) | สูง (เงินประกัน,โครงสร้าง,ระบบ) |
| ความยืดหยุ่น | สูง (เปลี่ยนทำเล,งานสั้นขยับตัวเร็ว) | ต่ำ (ต้องอยู่ครบสัญญา) |
| ค่าเช่าเฉลี่ยต่อวัน | สูงกว่า (ระยะสั้น) | ต่ำกว่า (ระยะยาว) |
| การประชาสัมพันธ์ | มีการโปรโมท | มีการโปรโมท |
| การเข้าถึงพื้นที่ | ง่าย สะดวก รวดเร็ว | เข้มงวด มีแผนธุรกิจชัดเจน |
5.สรุปการเลือกพื้นที่แบบไหนถึงเหมาะสม
เพื่อให้ความผิดพลาดน้อยที่สุดในการลงทุนเช่าพื้นที่ ลองเช็คธุรกิจหรือแบรดน์ของคุณตามนี้
เลือกออกบูธกับออแกไนซ์หากแบรนด์ของคุณคือ
- SMEs หรือร้านค้าออนไลน์รายใหม่ที่ต้องการทดลองตลาดออฟไลน์เพื่อมอบประสบการณ์ในกับ User จริงเก็บ Feedback สินค้าเพื่อในไปพัฒนาสินค้าและบริการต่อไป
- เพิ่มยอดขายและกระแสเงินสด การออกบูธสินค้ากับออแกไนซ์ร้านค้ารับเงินสดจากลูกค้าทันที เพิ่มการหมุนเวียนเงินในระบบร้านของตัวเอง
- เก็บข้อมูลลูกค้า หลายแบรนด์ประสบปัญหาการเก็บ Data ที่เป็น Insight ของลูกค้าการได้ออกบูธพบกับลูกค้าตัวเป็นๆ อาจได้ข้อมูลจากลูกค้าที่แบรนด์เองอาจไม่เคยรู้เลย
- ขยายตลาดออฟไลน์ การเช่าตึก,อาคาร มีค่าใช้จ่ายสูงมาก การขยายตลาดผ่านการออกบูธในพื้นที่ต่างๆ ถือเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะตัดสินใจง่ายไม่ต้องลงหลักปักฐานถาวร
เลือกออกบูธกับห้างสรรพสินค้าหากแบรนด์ของคุณคือ
- ธุรกิจที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและระบบที่แข็งแรง ความเสถียรภาพในการบริหารร้านค้าให้เปิด-ปิดตามเวลาห้างแบบไม่มีวันหยุด
- Brand Trust แบรนด์ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ การมีบูธสินค้าในห้างฯกึ่งถาวรถือเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่าแบรนด์กำลังอยู่จุดไหนของตลาด
- ธุรกิจหรือสินค้าที่ต้องใช้ประสบการณ์ออฟไลน์สูง เช่น คลินิกความงาม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ สินค้าราคาสูง ฯลฯ
หากคุณกำลังวางแผนในการเริ่มออกบูธขายสินค้าหรือการส่งเสริมการขาย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ BNJ Organizer เราคือบริษัทที่มีประสบกาณ์ด้านการจัดพื้นที่อีเว้นท์ในห้างสรรพสินค้าและพื้นที่มากกว่า 10 ปี พูดคุยสอบถามปรึกษาเราได้ที่
Tel: 097-983-2555
LineOA: @bnj999666
Facebook: BNJ Organizer Co.,Ltd.
Tiktok: BNJ Organizer
